หลังอ่าน : รีวิวหนังสือ
วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2559
Review...สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ด้วยนิสัยแค่ 1% (The Power of Habits)...
.
.
…... สุดยอดหนังสืออีก 1 เล่มที่มีประโยชน์อย่างมากในการนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน ว่าด้วยเรื่องของ 'การเปลี่ยนแปลงนิสัย'
.
..... ว่าด้วยเรื่องของนิสัย เรื่องง่ายๆที่เกิดขึ้นกับทุกคน แต่น้อยคนนักที่จะให้ความสำคัญกับมัน ทั้งที่จริงๆแล้วมันสำคัญมากๆ นิสัยสามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ในระดับบริษัท หรือในระดับสังคม ซึ่งนี่เองคือสิ่งที่หนังสือทั้งเล่มพยายามอธิบายให้เข้าใจ แต่ในทีนี้ผมดึงแค่หัวข้อเรื่องที่น่าสนใจบางอันเอามาเขียนสรุปและวิเคราะห์ครับ เพราะไม่สามารถเขียนทั้งหมดได้ เนื่องจากรายละเอียดเยอะมาก มากแบบมากจริงครับ
.
.... ตัวหนังสือแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกคือ นิสัยของบุคคล, ส่วนที่ 2 คือ นิสัยขององค์กร และ ส่วนที่ 3 คือ นิสัยของสังคม ความยาวทั้งหมดประมาณ 360 หน้า แต่บทมีการอธิบายละเอียดพอสมควร เรียกว่าต้องใช้เวลาในการอ่านอยู่เหมือนกันครับ
.
... ในส่วนแรกหนังสือ (ส่วนที่1) จะเล่าที่มาที่ไปของคำว่านิสัย นิสัยเกิดขึ้นได้อย่างไร ก็ย้อนกลับไปกันที่เมื่อนักวิจัยทางจิตวิทยาค้นพบคำว่านิสัยจาการศึกษาผู้ป่วยความจำเสื่อมแต่ยังสามารถจำทางกลับบ้านได้ ด้วยเกิดจากการผู้ปวยเดินเป็นประจำทุกวัน จนสมองส่วน 'เบซัล แกงเกลีย' เก็บข้อมูลเหล่านี้เป็นกลุ่มก้อนและแสดงพฤติกรรมออกมาโดยอัตโนมัติ
.
.. จากนั้นหนังสือจึงพาเราไปพบกับ 'วงจรนิสัย' ซึ่งตรงนี้จัดว่าเป็นพระเอกของเรื่องเลย นั่นก็คือ เริ่มจาก 'สิ่งกระตุ้น' ก่อให้เกิด 'กิจวัตร; และผลลัพธ์ออกมาในรูป 'รางวัล' แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้วงจรหมุนเป็นวงกลมและเกิดต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด นั่นคือ 'ความโหยหา' องค์ประกอบสุดท้ายของวงจรนิสัย
.
.. หลังจากจบเรื่องวงจรนิสัยก็จะมีการยกตัวอย่างเพิ่มเติมเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ตั้งแต่เรื่องคนติดเหล้า, ผู้หญิงชอบกัดเล็บไปจนถึง การทำการตลาดของยาสีฟันเปปโซเดนท์ และสารดับกลิ่นฟีบรีส, กลยุทธ์การเล่นอเมริกันฟุตบอล ซึ่งตรงนี้ผมว่าอ่านเพลินมากๆครับ เหมือนได้อ่านประวัติบุคคลไปพลางๆด้วย
.
.. มาถึงส่วนที่ 2 จะเป็นการประยุกต์เรื่องราวนิสัยกับการทำงานในบริษัทครับ ลักษณะก็เป็นการเล่าเรื่องหลายๆเรื่องเหมือนเดิม แต่บทนี้จะเน้นว่า 'การทำให้คนในองค์กรมีนิสัยที่ถูกต้อง จะช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จได้อย่างไร' ตัวอย่าเรื่องก็ วีรกรรมของ พอล โอนีลล์ที่นำนโยบายหลักเน้นความปลอดภัยของพนักงานทุกคนมาใช้ในการบริหารองค์กรเป็นนโยบายหลัก ซึ่งก่อให้เกิดผลลัพธ์เรื่องนิสัยรักความปลอดภัยของคนในองค์กร และกลายเป็นปฏิกริยาลูกโซ่ไปถึงนิสัยอื่น ทำให้เกิดประสิทธิภาพเรื่องคน แล้วก็ส่งผลไปถึงยอดขายและกำไร ตามๆมา จัดว่าอ่านแล้วน่าสนใจมากครับ
.
.. ในบทนี้ยังมีอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจ ทั้งการเทรนพนักงานของ Starbucks ให้รู้จักจัดการกับลูกค้าขี้โมโห ด้วยการใช้ 'พลังใจ (willpower)', กรณีศึกษานิับการสงบศึกและการถ่วงดุลซึ่งกันและกันของ หมอกับพยาบาลในโรงพยาบาล และ สถานีรถไฟใต้ดินกรุงลอนดอน ไปจนถึงเทคนิคเล็กๆน้อยอย่างการจดบันทึกที่เอาไว้ใช้แก้นิสัยได้ ถ้าให้เขียนสรุปออกมาทั้งหมดคงจะยาวเกินไปครับ
.
.. ขอเพิ่มเติมอีกเรื่องที่ผมอ่านแล้วชอบคือ เรื่อง 'การทำให้เพลงฮิต' คือเลือกให้เพลงๆหนึ่ง ฮิตขึ้นมา จากการศึกษานิสัยของผู้บริโภคว่า มักจะเลือกฟังเพลงที่ตัวเองรู้สึกคุ้นเคย ทำให้การออกเพลงแนวใหม่ทำได้ยาก นักการตลาดเหล่านี้จึงมักใช้เทคนิคเอาเพลงที่ต้องการให้ฮิตไปขั้นกลางระหว่างเพลงที่ฮิตอยู่แล้ว 2 เพลงครับ แล้วมันก็ติดหูจนได้ ผมอ่านแล้วก็ค่อนข้างทึ่่งในเรื่องนี้เหมือนกัน
.
.. ส่วนสุดท้าย (ส่วนที่3) เป็นการประยุกต์ใช้นิสัยกับสังคม ซึ่งน่าจะใหญ่ที่สุดละครับ เรื่องที่เอามาเขียนเล่าก็น่าสนใจอยู่คือ การขัดขืนเล็กน้อยของหญิงผิวสีคนหนึ่งบนรถ ่ก่อให้เกิดการคว่ำบาทรถประจำทางในเมือง และเป็นปฏิกริยาลูกโซ่แห่งการปฏิวัติการเลิกทาส เหมือนกับเป็นการจุดประกายให้คนในสังคมเกิดนิสัยใหม่ๆ ไม่ยอมให้เขากดหัวอยู่วันยังค่ำนั่นเองครับ
.
. เรื่องสุดท้ายที่ผู้เขียนนำมาเล่า ก็คือนิสัยที่ไปโยงกับกฏหมายและศีลธรรม ผู้ชายที่ลงมือฆ่าภรรยาโดยไม่รู้ตัว เพราะทำไปโดยนิสัย กับผู้หญิงที่ติดการพนันจนเงินหมดตัว เพราะเล่นจนเป็นนิสัย กรณีแรกนั่นกลายเป็นว่าเขาถูกตัดสินคดีว่าไม่ผิด ในขณะที่กรณีหลังกลับถูกกล่าวว่าผิด เป็นกรณีศึกษาที่น่าขบคิดมากครับ ที่ว่านิสัยก่อให้เกิดเรื่องแปลกๆเหล่านี้ได้ และยังอยู่ที่มุมมองคนอีกว่าอันไหนคือถูกอันไหนคือผิด (ส่วนตัวผมมองว่าผิดนะครับ 55)
.
. มีแถมอีกนิดหน่อยเรื่อง How to 'ขั้นตอนการฝึกเปลี่ยนแปลงนิสัย' ครับ ซึ่งเป็นส่วนที่มีประโยชน์มากๆ ไว้เอาไปประยุกต์ใช้จริงๆ คือ
1) ระบุกิจวัตรที่จะเปลี่ยน เช่น เปลี่ยนจากพฤติกรรมการกินคุ้กกี้ เป็น การเดินไปคุยกับเพื่อนแทน
2) ทดสอบรางวัลที่ได้ผลกับตัวเอง เช่น จากการกินคุ้กกี้หรือคุยกับเพื่อน ช่วยทำให้สมองผ่อนคลาย เกิดความกระปี้กระเป่า
3) มองหาสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดความโหยหารางวัล เช่น ทุกช่วงเวลาบ่ายสามโมง จะง่วงและมึน
4) ร่างแผนการที่เอาไว้ใช้จริง
.
. โดยสรุปแล้วหนังสือเล่มนี้มีประโยน์มากๆครับ สามารถเอาไปประยุกต์ใช้จริงได้อย่างแน่นอน จะเสียก็แต่ที่รายละเอียดในแต่ละเรื่องเล่านั้นเยอะมาก ต้องใช้ความอดทนในการอ่านนิดนึงครับ แต่ถ้าอ่านหมดเล่มนี่คุ้มแน่นอนครับ เกร็ดความรู้แน่นจริงๆ
.
.
.
เหมาะกับ :
- อ่านได้ทุกคน โดยเฉพาะคนที่อยากเปลี่ยนแปลงนิสัย หรือพฤติกรรมของตัวเอง รวมถึงคนที่อยากพัฒนาตัวเองด้วย
.
.
ผู้เขียน : Charles Duhigg
สำนักพิมพ์ : We Learn
ราคาหลังปก : 280.-
แนวหนังสือ : จิตวิทยา/พัฒนาตัวเอง
วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
Review...It's not how good you are, it's how good you want to be...
.
.
…... หนังสือเสริมกำลังใจภาษาอังกฤษ สุดคลาสสิคของ Paul Arden อดีตสุดยอดนักโฆษณาผู้ยิ่งใหญ่ของบริษัท Saatchi & Saatchi เอเย่นซี่โฆษณาระดับโลก ที่เนื้อหาผสมระหว่างเทคนิคการทำงานเจ๋งๆใน Agency และบริษัท Marketingทั้งหลาย กับแนวคิดและทัศนคติดีๆในการดำเนินชีวิต ผ่าน conceptหลักของหนังสือคือ 'ความ Creative'
.
.
..... ตัวหนังสือแบ่งออกเป็นบทย่อยๆ หลายบท แต่ละบทก็มีหัวเรื่องย่อยอีกที หัวเรื่องย่อยหนึ่งเรื่องนี่ 1-2 หน้าเองครับ สั้นๆ กระชับมาก
.
....โดยบทแรกๆจะเป็นเรื่องแนวคิดและทัศนคติในการทำงานทั่วๆไปก่อน เช่น เวลามีไอเดียเจ๋งๆอย่าขี้หวงเก็บไว้คนเดียว ให้ปล่อยออกไปให้หมด ท้าทายตัวเองให้คิดไอเดียใหม่ๆขึ้นมาให้ได้, อย่าเอาแต่หาคำชม จงหาคำวิจารณ์เพื่อเอามาพัฒนาตัวเองต่อไป
.
... ส่วนบทหลังๆจะเป็นเทคนิคช่วยในการทำงานของพวก Agency เช่น จะจัดการกับลูกค้าเจ้าปัญหาอย่างไร?, จะหา ideaเจ๋งๆมาเอาชนะ Agency เจ้าอื่นได้อย่างไร?, ตำแหน่งงานเล็กๆอย่างMedia Buyerจะมีวิธีสร้างความแตกต่างครั้งสำคัญได้อย่างไร?
.
.
.. ตอนแรกที่ผมซื้อมาละเริ่มอ่าน ก็ยอมรับว่า ไม่ตรงกับที่คิดไว้ในใจแต่แรกครับ คือคิดว่าจะเป็นหนังสืออารมณ์ how to หรือกฏแห่งความสำเร็จอะไรเทือกนั้น แต่เล่มนี้ไม่ใช่ เล่มนี้ไม่มีสูตรไปสู่ความสำเร็จเป็นข้อๆครับ แต่เล่มนี้เป็นมุมมองทัศนคติและเทคนิคการทำงาน ให้เกิดความ Creative ครับ ซึ่งความ Creativeนี่แหละที่จะเป็นตัวนำไปสู่ความสำเร็จอีกที ก็เรียกว่าหนังสือเล่มนี้มีความเป็นเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำใครในระดับนึงเลยครับ
.
.
. อีกเรื่องที่โคตรเจ๋งคือ ลักษณะหนังสือ design แบบเฉพาะตัวมาก ไม่เน้นตัวอักษรเยอะๆ แต่เน้นรูปและองค์ประกอบของการจัดหน้า ซึ่งทำได้น่าสนใจและน่าอ่าน ทำให้อ่านละไม่เบื่อเลย สำหรับคนที่กลัวเรื่องภาษาอังกฤษ เล่มนี้ถือเป็นเล่มแรกๆที่เอาไว้ฝึกได้เลยครับ เพราะเนื้อหาสั้นๆ กระชับ ไม่ยืดเยื้อ ไม่เน้นการอธิบายยาว เน้นแค่นำเสนอแนวคิดและมุมมองแบบสั้นๆ ไม่กี่ประโยค อ่านละเข้าใจง่าย (ตัวผมเองก็อ่านหนังสือภาษาอังกฤษแบบจบเล่มเต็มๆครั้งแรก ก็เล่มนี้แหละครับ 555)
.
.
.
แถมด้วย Quote โดนๆที่เอามาจากหนังสือครับ
.
" Do not seek praise, seek criticism."
.
" Do not covet your ideas. Give away everything you know, and more will come back to you."
.
" Don't look for the next opportunity, the one you have in hand is the opportunity."
.
" It's not what you know. It's who you know."
.
และปิดด้วยคำคมเปิดเรื่องตามชื่อหนังสือครับ
.
" Nearly all rich and powerful people are not notably talented, educated, charming or good-looking. They become rich and powerful by wanting to be rich and powerful."
.
.
.
เหมาะกับ :
- นักการตลาด นักโฆษณา รวมถึงคนที่ทำงานการตลาดใน Agency ทั้งหลาย
- คนทั่วไปก็อ่านได้ เป็นหนังสือเสริมกำลังใจเล่มเล็กๆที่พกติดตัวได้ตลอด
.
.
ผู้เขียน : Paul Arden
สำนักพิมพ์ : Phaidon
ราคาหลังปก : 350.-
แนวหนังสือ : จิตวิทยา/ การตลาด
วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
Review...เปลี่ยนวิธีทำงานแค่ 1% คุณก็แซงหน้าคน 99% ได้แล้ว...
.
.
…... หนังสือแปลตรงจากญี่ปุ่นที่รวบรวมเทคนิคการทำงานในบริษัท เพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ลักษณะการเขียนก็จะมีความเป็นบริษัทญี่ปุ่นอยู่พอสมควร บางอย่างอ่านแล้วก็เลยอาจจะงงๆนิดหน่อย แต่โดยรวมแล้วผมก็ยังคิดว่า พนักงานบริษัททุกคนถ้ามีเวลาว่าง หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน ก็ได้อะไรเยอะอยู่ครับ
.
.
.... เนื้อเรื่องแบ่งออกเป็น 8 บทใหญ่ ที่ครอบคลุมตั้งแต่ การประชุม การใช้อีเมล์ การสื่อสาร ไปจนถึงการทำงานเป็นทีม และแต่ละบทก็จะแตกย่อยออกเป็นบทเล็กๆอีกหลายบท บทละ2 หน้า (กระดาษแผ่นเดียวเท่านั้นเอง) เรียกว่าเนื้อหารวบรัดกระชับมาก
.
.
... ในเรื่องเทคนิคต่างๆในหนังสือ ถือว่ามีข้อได้เปรียบด้านความละเอียดมาก สมกับความเป็นญี่ปุ่น ที่เก็บรายละเอียดเล้กๆน้อยๆ ได้ครบถ้วนสมบูรณ์จริงๆ เรื่องส่วนใหญ่ที่พนักงานทั่วไปชอบมองข้ามก็มีความสำคัญ เช่น เส้นทางการเดินไปโต๊ะทำงานในตอนเช้า ถ้าเราเปลี่ยนเส้นทางก็อาจจะทำให้ได้ทักทายคนอื่นมากขึ้น บางครั้งกลายเป็นว่าได้รู้ข้อมูลใหม่ หรือได้รับงานใหม่มาเลยก็มี หรือ เรื่องลักษณะคำพูดที่ใช้ ที่เมื่อเปลี่ยนนิดเดียว ผลลัพธ์ก็เปลี่ยนไปด้วย อย่างตอนเข้าไปเจอหัวหน้าให้พูดก่อนเสมอว่า "ขอเวลา 3 นาทีนะครับ" ก็จะช่วยดึงความสนใจของหัวหน้าได้ง่ายขึ้น เรียกว่าการเก็บรายละเอียดแบบหมดจดของจริง
.
.
.. ข้อเสียของหนังสือเล่มนี้ก็คือ เทคนิคส่วนใหญ่เป็นเทคนิคของพนักงานในบริษัทใหญ่ (แต่บริษัทเล็กก็ประยุกต์ใช้ได้นะ) ซึ่งอันนี้อาจจะมาจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่ทำงาน (และเคยทำงาน) ในตำแหน่งสูงๆของบริษัทชื่อดัง อย่าง IBM (ปัจจุบันดำรงกรรมการผู้จัดการ), Accenture(บริษัทที่ปรึกษาข้ามชาติ) และ Dentsu (เอเจนซี่โฆษณารายยักษ์) ถ้าใครที่สนใจจะเติบโตไปในทางนี้ก็เหมาะอย่างยิ่งที่จะอ่านเล่มนี้ แต่คนในอาชีพอื่นอย่าง คนทำธุรกิจส่วนตัว, freelance หรือคนที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่ ก็สามารถอ่านได้แต่อาจจะเกิดความงุนงงนิดหน่อย เนื่องจากไม่ได้สัมผัสประสบการณ์เหล่านี้โดยตรง
.
.
.
เหมาะกับ :
- คนที่ทำอาชีพเป็น พนักงานบริษัท โดยเฉพาะพนักงานบริษัทใหญ่
- อาชีพอื่นก็สามารถอ่านได้ แต่อาจเกิดความงุนงงเล็กน้อย หรืออินกับเนื้อหาน้อยกว่าพนักงานบริษัทแท้ๆ
.
.
ผู้เขียน : โคโนะ เอตาโร่
สำนักพิมพ์ : We Learn
ราคาหลังปก : 170
แนวหนังสือ : How to/ จิตวิทยาการบริหาร
.
…... หนังสือแปลตรงจากญี่ปุ่นที่รวบรวมเทคนิคการทำงานในบริษัท เพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ลักษณะการเขียนก็จะมีความเป็นบริษัทญี่ปุ่นอยู่พอสมควร บางอย่างอ่านแล้วก็เลยอาจจะงงๆนิดหน่อย แต่โดยรวมแล้วผมก็ยังคิดว่า พนักงานบริษัททุกคนถ้ามีเวลาว่าง หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน ก็ได้อะไรเยอะอยู่ครับ
.
.
.... เนื้อเรื่องแบ่งออกเป็น 8 บทใหญ่ ที่ครอบคลุมตั้งแต่ การประชุม การใช้อีเมล์ การสื่อสาร ไปจนถึงการทำงานเป็นทีม และแต่ละบทก็จะแตกย่อยออกเป็นบทเล็กๆอีกหลายบท บทละ2 หน้า (กระดาษแผ่นเดียวเท่านั้นเอง) เรียกว่าเนื้อหารวบรัดกระชับมาก
.
.
... ในเรื่องเทคนิคต่างๆในหนังสือ ถือว่ามีข้อได้เปรียบด้านความละเอียดมาก สมกับความเป็นญี่ปุ่น ที่เก็บรายละเอียดเล้กๆน้อยๆ ได้ครบถ้วนสมบูรณ์จริงๆ เรื่องส่วนใหญ่ที่พนักงานทั่วไปชอบมองข้ามก็มีความสำคัญ เช่น เส้นทางการเดินไปโต๊ะทำงานในตอนเช้า ถ้าเราเปลี่ยนเส้นทางก็อาจจะทำให้ได้ทักทายคนอื่นมากขึ้น บางครั้งกลายเป็นว่าได้รู้ข้อมูลใหม่ หรือได้รับงานใหม่มาเลยก็มี หรือ เรื่องลักษณะคำพูดที่ใช้ ที่เมื่อเปลี่ยนนิดเดียว ผลลัพธ์ก็เปลี่ยนไปด้วย อย่างตอนเข้าไปเจอหัวหน้าให้พูดก่อนเสมอว่า "ขอเวลา 3 นาทีนะครับ" ก็จะช่วยดึงความสนใจของหัวหน้าได้ง่ายขึ้น เรียกว่าการเก็บรายละเอียดแบบหมดจดของจริง
.
.
.. ข้อเสียของหนังสือเล่มนี้ก็คือ เทคนิคส่วนใหญ่เป็นเทคนิคของพนักงานในบริษัทใหญ่ (แต่บริษัทเล็กก็ประยุกต์ใช้ได้นะ) ซึ่งอันนี้อาจจะมาจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่ทำงาน (และเคยทำงาน) ในตำแหน่งสูงๆของบริษัทชื่อดัง อย่าง IBM (ปัจจุบันดำรงกรรมการผู้จัดการ), Accenture(บริษัทที่ปรึกษาข้ามชาติ) และ Dentsu (เอเจนซี่โฆษณารายยักษ์) ถ้าใครที่สนใจจะเติบโตไปในทางนี้ก็เหมาะอย่างยิ่งที่จะอ่านเล่มนี้ แต่คนในอาชีพอื่นอย่าง คนทำธุรกิจส่วนตัว, freelance หรือคนที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่ ก็สามารถอ่านได้แต่อาจจะเกิดความงุนงงนิดหน่อย เนื่องจากไม่ได้สัมผัสประสบการณ์เหล่านี้โดยตรง
.
.
.
เหมาะกับ :
- คนที่ทำอาชีพเป็น พนักงานบริษัท โดยเฉพาะพนักงานบริษัทใหญ่
- อาชีพอื่นก็สามารถอ่านได้ แต่อาจเกิดความงุนงงเล็กน้อย หรืออินกับเนื้อหาน้อยกว่าพนักงานบริษัทแท้ๆ
.
.
ผู้เขียน : โคโนะ เอตาโร่
สำนักพิมพ์ : We Learn
ราคาหลังปก : 170
แนวหนังสือ : How to/ จิตวิทยาการบริหาร
วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
Review...สามก๊กพิชัยยุทธ์ ยุคดิติตอล...
…... เป็นหนังสืออีกเล่มสำหรับเห
.
.
.... ยกตัวอย่างเนื้อเรื่องในส่ว
.
.
... นอกจากนี้อีกเรื่องหนึ่งที่
.
.
.. ตัวหนังสือ ความยาวไม่มาก แบ่งออกเป็นหลายๆบท แต่ละบทก็มีเรื่องราวของสาม
.
.
.
เหมาะกับ :
- ผู้ชื่นชอบอ่านสามก๊กอยู่แล
- ผู้ชอบเรื่องการคิดกลยุทธ์ต
- ผู้ชอบอ่านนิยายประวัติศาสต
.
.
ผู้เขียน : ยศไกร ส.ตันสกุล
สำนักพิมพ์ : แสงดาว
ราคาหลังปก : 170.-
แนวหนังสือ : จิตวิทยาการบริหาร
วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2559
Review...พันครั้งที่หวั่นไหวกว่าจะเป็นผู้ใหญ่...
พันครั้งที่หวั่นไหวกว่าจะเป็นผู้ใหญ่
…... หนังสือเล่มนี้ออกมาหลายปีแล้วแต่ เนื้อความในหนังสือเรียกได้ว่าคลาสสิคมาก ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน ก็ยังสามารถกลับมาพลิกอ่านได้อยู่ ผมจึงอยากหยิบขึ้นมารีวิวและแนะนำเพื่อนๆดู
.
..... 'พันครั้งที่หวั่นไหวกว่าจะเป็นผู้ใหญ่' ถือเป็นเล่มที่สองในหนังสือชุดของอาจารย์ คิมรันโด ต่อจาก 'เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด' ซึ่งลักษณะหนังสือก็เหมือนๆเดิมก็คือ แบ่งเป็นบทย่อยๆสั้นๆ 10 หน้าหลายๆบทจบในเรื่อง แต่สิ่งที่ต่างคือ 'เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด' เน้นเนื้อหาไปที่วเด็กวัยรุ่น เด็กมหาลัย แต่'พันครั้งที่หวั่นไหวกว่าจะเป็นผู้ใหญ่' เน้นเนื้อหาไปที่ วัยที่กำลังจะพ้นผ่านจากวัยรุ่นและก้าวเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว อาจจะเพิ่งจบจากมหาลัยและกำลังมองหางาน jobแรกในชีวิตอยู่
.
.... ในความเป็นจริงผมคิดว่า วัยที่กำลังเปลี่ยนแปลงจากวัยรุ่นเป็นผู้ใหญ่นี้ถือว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญในชีวิตทุกๆคน เพราะทุกคนล้วยสับสน มึนงง กับความเปลี่ยนแปลงที่ต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และ ด้วยความที่มันมักจะมาในตอนที่เรายังไม่พร้อมรับมือ ทำให้เกิดปัญหาต่างๆขึ้นมามากมาย จนอาจจะเรียกได้ว่าเป็นอีก1ช่วงชีวิตที่หลายๆคนไม่เคยลืม ว่ากว่าจะเป็นผู้ใหญ่ได้นั้นมันยากลำบากถึงเพียงใด
.
... การจะเป็น 'ผู้ใหญ่' จริงๆนั้นคืออะไร เป็นอย่างไร เมื่อไหร่ถึงจะเรียกได้ว่าเป็น 'ผู้ใหญ่' แบบเต็มปากเต็มคำสักที จะต้องทำอะไรเป็นบ้างคนอื่นถึงจะยอมรับว่าเป็น 'ผู้ใหญ่' แล้ว นี่คือทั้งหมดของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งความจริงมันก็แทบจะครอบคลุมทุกอย่างในชีวิตมนุษย์เราแล้ว เส้นทางชีวิตการทำงาน ความสัมพันธ์ ครอบครัว งานอดิเรก รูปแบบการดำเนินชีวิต เรื่อง 'งาน' นี่เรื่องแรก เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งแรกที่คนอยากเป็นผู้ใหญ่ทุกคนต้องเผชิญ ไม่มีการเรียนในมหาลัยอีกต่อไป ไม่มีแล้วเพื่อนที่จะมากอดคอหยอกล้อ เดินเล่นชิลๆในรั้วมหาลัยวันธรรมดา มีแต่การทำงานจริงเพื่อแลกกับการดำรงชีวิตอยู่ ความสัมพันธ์กับเพื่อนก็ค่อยๆเปลี่ยนแปลง ความสัมพันธ์ของพ่อแม่ก็มีรูปแบบที่เปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน รวมไปถึงเรื่องราวความรักที่จะไม่ใช่แบบกุ้กกิ้กอีกต่อไป หากแต่เป็นความรักแบบผู้ใหญ่ที่หนักแน่นและจริงจัง อาจารย์คิมรันโดได้เขียนคำปรึกษาทั้งหมดไว้ในเล่มนี้ คนอ่านก็เหมือนว่าได้ไปขอคำปรึกษามาจริงๆ
.
.. แม้สำหรับตัวผมจะคิดว่า บางเรื่องก็เจ๋งไปเลย อ่านแล้วโดน แต่ก็มีบางเรื่องที่ไม่เห็นด้วยกับอาจารย์อยู่เหมือนกัน อาจเป็นเพราะความต่างทางด้านวัฒนธรรมด้วยบางส่วน เพราะในตัวหนังสือก็เขียนในมุมชีวิตของคนเกาหลีอยู่พอสมควร บางเรื่องจึงไม่ค่อยเหมือนในวัฒนธรรมไทยนัก
.
. แต่ถึงอย่างไรก็ตามผมแนะนำให้เพื่อนๆทุกคนลองอ่านเล่มนี้ดู คิดว่าเป็นหนังสืออีกเล่มที่ให้ประโยชน์มาก อ่านจบแล้วจะรู้สึกว่า เข้าใจคำว่า'ผู้ใหญ่' มากขึ้น ไม่มากก็สันิดหน่อยก็ยังดี
.
.
. แถมด้วยข้อคิดเด็ดๆ ที่ผมดึงมาจากหนังสือที่ส่วนตัวชอบเป็นพิเศษ
'' Amor Fati จงรักในชะตาชีวิตของคุณ ''
'' ชีวิตผู้ใหญ่ก็คือการโยนบอล 3 ลูก ที่ต้องควบคุมสมดุลให้ได้ ระหว่าง ตัวเอง ครอบครัวและที่ทำงาน ให้สัมพันธ์กัน ''
'' โอกาสต้องมาพร้อมกับความเตรียมพร้อมเสมอ ''
'' สมองที่ใช้ในการเรียนและการทำงานนั้นต่างกัน เพราะมหาลัยเป็นที่ที่ต้องมีความรู้ แต่ที่ทำงานคือที่ที่ต้องลงมือ
ปฏิบัติ ''
'' สิ่งสำคัญที่สุดที่ได้จาการทำงานไม่ใช่ เงินเดือนและตำแหน่ง แต่เป็นการเรียนรู้และการเติบโตของตัวเราเอง ''
'' เมื่อความรู้สึกชิงชังที่มีต่อพ่อแม่เริ่มเบาบางลง และเปลี่ยนเป็นความรู้สึกใหม่ นั้นหมายความว่าคุณกำลังเติบโต
เป็นผู้ใหญ่ ''
'' เรามองชีวิตคนอื่นจากที่ไกล แต่มองชีวิตตัวเองจากที่ใกล้ ทำให้ชอบคิดไปว่าชีวิตคนอื่นมีแต่ความสุขและชีวิต
ตัวเองมีความทุกข์ ''
'' ก่อนจะซื้อของเราควรถามตัวเองสามข้อ คือ 1) สิ่งนี้จำเป็นต่อเราจริงๆมั้ย 2) ราคาสมเหตุสมผลมั้ย 3) หนึ่งเดือน
หลังจากนี้ฉันจะยังอยากได้สิ่งนี้เหมือนตอนนี้รึเปล่า ''
" ช่วงเวลาในชีวิตของแต่ละคน ล้วนมีความหมายเท่ากัน "
.
.
เหมาะกับ :
- วัยรุ่นที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงเป็นวัยผู้ใหญ่
- คนทำงานที่กำลังเบื่องาน และกำลังหาคำตอบให้กับชีวิตการทำงานของตัวเอง
- และทุกๆคนที่ต้องเป็นผู้ใหญ่ (เล่มนี้อ่านได้ทุกเพศทุกวัยจริงครับ)
.
ผู้เขียน : คิมรันโด
สำนักพิมพ์ : Springbooks
ราคาหลังปก : 199.-
แนวหนังสือ : พัฒนาตัวเอง/จิตวิทยา
.
.
.
…... หนังสือเล่มนี้ออกมาหลายปีแล้วแต่ เนื้อความในหนังสือเรียกได้ว่าคลาสสิคมาก ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน ก็ยังสามารถกลับมาพลิกอ่านได้อยู่ ผมจึงอยากหยิบขึ้นมารีวิวและแนะนำเพื่อนๆดู
.
..... 'พันครั้งที่หวั่นไหวกว่าจะเป็นผู้ใหญ่' ถือเป็นเล่มที่สองในหนังสือชุดของอาจารย์ คิมรันโด ต่อจาก 'เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด' ซึ่งลักษณะหนังสือก็เหมือนๆเดิมก็คือ แบ่งเป็นบทย่อยๆสั้นๆ 10 หน้าหลายๆบทจบในเรื่อง แต่สิ่งที่ต่างคือ 'เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด' เน้นเนื้อหาไปที่วเด็กวัยรุ่น เด็กมหาลัย แต่'พันครั้งที่หวั่นไหวกว่าจะเป็นผู้ใหญ่' เน้นเนื้อหาไปที่ วัยที่กำลังจะพ้นผ่านจากวัยรุ่นและก้าวเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว อาจจะเพิ่งจบจากมหาลัยและกำลังมองหางาน jobแรกในชีวิตอยู่
.
.... ในความเป็นจริงผมคิดว่า วัยที่กำลังเปลี่ยนแปลงจากวัยรุ่นเป็นผู้ใหญ่นี้ถือว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญในชีวิตทุกๆคน เพราะทุกคนล้วยสับสน มึนงง กับความเปลี่ยนแปลงที่ต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และ ด้วยความที่มันมักจะมาในตอนที่เรายังไม่พร้อมรับมือ ทำให้เกิดปัญหาต่างๆขึ้นมามากมาย จนอาจจะเรียกได้ว่าเป็นอีก1ช่วงชีวิตที่หลายๆคนไม่เคยลืม ว่ากว่าจะเป็นผู้ใหญ่ได้นั้นมันยากลำบากถึงเพียงใด
.
... การจะเป็น 'ผู้ใหญ่' จริงๆนั้นคืออะไร เป็นอย่างไร เมื่อไหร่ถึงจะเรียกได้ว่าเป็น 'ผู้ใหญ่' แบบเต็มปากเต็มคำสักที จะต้องทำอะไรเป็นบ้างคนอื่นถึงจะยอมรับว่าเป็น 'ผู้ใหญ่' แล้ว นี่คือทั้งหมดของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งความจริงมันก็แทบจะครอบคลุมทุกอย่างในชีวิตมนุษย์เราแล้ว เส้นทางชีวิตการทำงาน ความสัมพันธ์ ครอบครัว งานอดิเรก รูปแบบการดำเนินชีวิต เรื่อง 'งาน' นี่เรื่องแรก เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งแรกที่คนอยากเป็นผู้ใหญ่ทุกคนต้องเผชิญ ไม่มีการเรียนในมหาลัยอีกต่อไป ไม่มีแล้วเพื่อนที่จะมากอดคอหยอกล้อ เดินเล่นชิลๆในรั้วมหาลัยวันธรรมดา มีแต่การทำงานจริงเพื่อแลกกับการดำรงชีวิตอยู่ ความสัมพันธ์กับเพื่อนก็ค่อยๆเปลี่ยนแปลง ความสัมพันธ์ของพ่อแม่ก็มีรูปแบบที่เปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน รวมไปถึงเรื่องราวความรักที่จะไม่ใช่แบบกุ้กกิ้กอีกต่อไป หากแต่เป็นความรักแบบผู้ใหญ่ที่หนักแน่นและจริงจัง อาจารย์คิมรันโดได้เขียนคำปรึกษาทั้งหมดไว้ในเล่มนี้ คนอ่านก็เหมือนว่าได้ไปขอคำปรึกษามาจริงๆ
.
.. แม้สำหรับตัวผมจะคิดว่า บางเรื่องก็เจ๋งไปเลย อ่านแล้วโดน แต่ก็มีบางเรื่องที่ไม่เห็นด้วยกับอาจารย์อยู่เหมือนกัน อาจเป็นเพราะความต่างทางด้านวัฒนธรรมด้วยบางส่วน เพราะในตัวหนังสือก็เขียนในมุมชีวิตของคนเกาหลีอยู่พอสมควร บางเรื่องจึงไม่ค่อยเหมือนในวัฒนธรรมไทยนัก
.
. แต่ถึงอย่างไรก็ตามผมแนะนำให้เพื่อนๆทุกคนลองอ่านเล่มนี้ดู คิดว่าเป็นหนังสืออีกเล่มที่ให้ประโยชน์มาก อ่านจบแล้วจะรู้สึกว่า เข้าใจคำว่า'ผู้ใหญ่' มากขึ้น ไม่มากก็สันิดหน่อยก็ยังดี
.
.
. แถมด้วยข้อคิดเด็ดๆ ที่ผมดึงมาจากหนังสือที่ส่วนตัวชอบเป็นพิเศษ
'' Amor Fati จงรักในชะตาชีวิตของคุณ ''
'' ชีวิตผู้ใหญ่ก็คือการโยนบอล 3 ลูก ที่ต้องควบคุมสมดุลให้ได้ ระหว่าง ตัวเอง ครอบครัวและที่ทำงาน ให้สัมพันธ์กัน ''
'' โอกาสต้องมาพร้อมกับความเตรียมพร้อมเสมอ ''
'' สมองที่ใช้ในการเรียนและการทำงานนั้นต่างกัน เพราะมหาลัยเป็นที่ที่ต้องมีความรู้ แต่ที่ทำงานคือที่ที่ต้องลงมือ
ปฏิบัติ ''
'' สิ่งสำคัญที่สุดที่ได้จาการทำงานไม่ใช่ เงินเดือนและตำแหน่ง แต่เป็นการเรียนรู้และการเติบโตของตัวเราเอง ''
'' เมื่อความรู้สึกชิงชังที่มีต่อพ่อแม่เริ่มเบาบางลง และเปลี่ยนเป็นความรู้สึกใหม่ นั้นหมายความว่าคุณกำลังเติบโต
เป็นผู้ใหญ่ ''
'' เรามองชีวิตคนอื่นจากที่ไกล แต่มองชีวิตตัวเองจากที่ใกล้ ทำให้ชอบคิดไปว่าชีวิตคนอื่นมีแต่ความสุขและชีวิต
ตัวเองมีความทุกข์ ''
'' ก่อนจะซื้อของเราควรถามตัวเองสามข้อ คือ 1) สิ่งนี้จำเป็นต่อเราจริงๆมั้ย 2) ราคาสมเหตุสมผลมั้ย 3) หนึ่งเดือน
หลังจากนี้ฉันจะยังอยากได้สิ่งนี้เหมือนตอนนี้รึเปล่า ''
" ช่วงเวลาในชีวิตของแต่ละคน ล้วนมีความหมายเท่ากัน "
.
.
เหมาะกับ :
- วัยรุ่นที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงเป็นวัยผู้ใหญ่
- คนทำงานที่กำลังเบื่องาน และกำลังหาคำตอบให้กับชีวิตการทำงานของตัวเอง
- และทุกๆคนที่ต้องเป็นผู้ใหญ่ (เล่มนี้อ่านได้ทุกเพศทุกวัยจริงครับ)
.
ผู้เขียน : คิมรันโด
สำนักพิมพ์ : Springbooks
ราคาหลังปก : 199.-
แนวหนังสือ : พัฒนาตัวเอง/จิตวิทยา
วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2559
Review....จงหางานที่มีแต่คุณเท่านั้นที่ทำได้....
จงหางานที่มีแต่คุณเท่านั้นที่ทำได้
.
.
…... หนังสือเล่มที่สี่ในชุดcollectionปกส้มของอ.คิมรันโด นักเขียนชื่อเสียงกระฉ่อนจากประเทศเกาหลี เจ้าของผลงานเพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด หนังสือปกส้มที่ใครๆก็น่าจะเคยเห็น โดยสำหรับในเล่มนี้ จงหางานที่มีแต่คุณเท่านั้นที่ทำได้ ก็ยังคงเรื่องราวเกี่ยวกับหนุ่มสาว และการเริ่มต้นชีวิตการทำงาน ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนถ่ายครั้งสำคัญในชีวิต จากเด็กหนุ่ม/สาวผู้ร่าเริงในมหาวิทยาลัย ไปสู่การโตเต็มวัย เผชิญชีวิตจริงๆ ต้องรับผิดชอบอะไรหลายๆอย่างมากกว่าแค่ใบเกรด จึงอาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงวัยที่ยากที่สุดของคนหลายๆคนเลยก็ว่าได้
.
..... ส่วนตัวผมยังอ่านไม่ครบทั้งสี่เล่มที่แปลไทยมาโดยสำนักพิมพ์ springbooks เคยอ่าน2เล่มแรกละก็ข้ามมาเล่มนี้เลย ถ้าเปรียบหนังสือชุดนี้เป็นการเรียนวิชาเรียน 1 วิชา ผมคิดว่าในสองเล่มแรกเหมือนเป็นการฟังบรรยาย ภาคlectureในแต่ละหัวข้อที่แฝงไปด้วยข้อคิดต่างๆ ส่วนในเล่ม จงหางานที่มีแต่คุณเท่านั้นที่ทำได้นี้เป็นเหมือน การยกตัวอย่าง หรือเป็น case study เพื่อให้นักเรียนมองเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น หนังสือเล่มนี้จึงไม่ได้มีเนื้อหาเยอะมาก ไม่มีการบรรยายยืดยาวและละเอียด แต่เป็นการเล่าออกมาเป็น case case ไป ซึ่ง case เหล่านี้ตัวอ.เองก็ได้ออกเดินทางตะลุยไปทั่วโลกเพื่อพูดคุยกับหนุ่มสาวคนนั้นคนนี้ แลกเปลี่ยนมุมมองและเอากลับมาแชร์ให้คนอื่นๆได้อ่านต่อ ตัวอย่างหนึ่งก็เช่น เด็กสาวชาวเวียดนามเจ้าของธุรกิจร้านแซนด์วิชแบบเวียดนามใจกลางกรุงลอนดอน
.
.... case study เหล่านี้ไม่ได้มีแค่เรื่องราวหนุ่มสาวที่เจองานที่ใช่สำหรับตัวเองอย่างเดียว แต่ยังเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวิธีการหางานของวัยหนุ่มสาวที่เพิ่งจบใหม่ โลกยุคนี้หมุนเร็วการเข้าหากันระหว่างคนกับงานก็ง่ายขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเลยคือ Linked-in ที่ในหนังสือก็ได้เล่าที่มีที่ไปและประโยชน์ ของ social media ชิ้นนี้ หรือ Sushi Academy โรงเรียนสอนทำซูชิสุดเฉพาะทางในญี่ปุ่นที่เปิดขึ้นเพื่อคนที่ต้องการเป็นเจ้าของร้านซูชิโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีเรื่องน่าสนใจอย่าง Intern Expo ของประเทศเยอรมนี ที่เป็นศูนย์รวมงานสายวิชาชีพโดยเฉพาะ โดยประเทศนี้ให้ความสำคัญกับสายอาชีพเท่าๆกับสายสามัญ เด็กจึงไม่ต้องไปแข่งกันสอบเข้ามหาลัยทั้งหมด
.
... เรื่องราวต่างๆเหล่านี้ที่อาจารย์ได้เขียนมาในเล่ม ก็จะสอดแทรกหลักคิดเรื่องกการหางานที่ใช่อยู่ตลอด ซึ่งหลักๆก็คือ จงหางานที่เป็นตัวเรามากที่สุด งานที่เรารัก งานที่ทำแล้วมีความสุขจริงๆกับการทำ ไม่ใช่งานที่ทำเงินดีที่สุดหรืองานที่คนส่วนใหญ่เขาทำกัน จงสร้าง brand ของตัวเองให้ดีๆแล้วงาน เงินหรือแม้กระทั่งความสำเร็จก็จะวิ่งตามหาตัวคุณเองเช่นกัน
.
.. หนังสือค่อนข้างบาง ใช้เวลาอ่านไม่นานก็จบ ใครที่กำลังค้นหางานให้ตัวเองอยู่ห้ามพลาด แต่ถ้าไม่เคยอ่านผลงานเล่มอื่นของอ.คิมรันโด แนะนำให้ไปอ่านก่อน เพราะเล่มอื่นมีการอธิบายที่ะเอียดกว่าและครอบคลุมกว่า
.
.
.
.
.
เหมาะกับ :
- เด็กหนุ่มสาวจบใหม่ และกำลังเรื่มหางานที่ใช่สำหรับตัวเอง
- ผู้ที่กำลังค้นหาตัวเองอยู่ ยังไม่รู้ว่าจะทำงานอะไรดี หนังสือเล่มนี้ช่วยตอบคำถามนี้ได้ไม่มากก็น้อย
.
ผู้เขียน : คิมรันโด
สำนักพิมพ์ : Springbooks
ราคาหลังปก : 115.-
แนวหนังสือ : เรื่องเล่ากึ่งสารคดี/พัฒนาตัวเอง
.
.
…... หนังสือเล่มที่สี่ในชุดcollectionปกส้มของอ.คิมรันโด นักเขียนชื่อเสียงกระฉ่อนจากประเทศเกาหลี เจ้าของผลงานเพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด หนังสือปกส้มที่ใครๆก็น่าจะเคยเห็น โดยสำหรับในเล่มนี้ จงหางานที่มีแต่คุณเท่านั้นที่ทำได้ ก็ยังคงเรื่องราวเกี่ยวกับหนุ่มสาว และการเริ่มต้นชีวิตการทำงาน ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนถ่ายครั้งสำคัญในชีวิต จากเด็กหนุ่ม/สาวผู้ร่าเริงในมหาวิทยาลัย ไปสู่การโตเต็มวัย เผชิญชีวิตจริงๆ ต้องรับผิดชอบอะไรหลายๆอย่างมากกว่าแค่ใบเกรด จึงอาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงวัยที่ยากที่สุดของคนหลายๆคนเลยก็ว่าได้
.
..... ส่วนตัวผมยังอ่านไม่ครบทั้งสี่เล่มที่แปลไทยมาโดยสำนักพิมพ์ springbooks เคยอ่าน2เล่มแรกละก็ข้ามมาเล่มนี้เลย ถ้าเปรียบหนังสือชุดนี้เป็นการเรียนวิชาเรียน 1 วิชา ผมคิดว่าในสองเล่มแรกเหมือนเป็นการฟังบรรยาย ภาคlectureในแต่ละหัวข้อที่แฝงไปด้วยข้อคิดต่างๆ ส่วนในเล่ม จงหางานที่มีแต่คุณเท่านั้นที่ทำได้นี้เป็นเหมือน การยกตัวอย่าง หรือเป็น case study เพื่อให้นักเรียนมองเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น หนังสือเล่มนี้จึงไม่ได้มีเนื้อหาเยอะมาก ไม่มีการบรรยายยืดยาวและละเอียด แต่เป็นการเล่าออกมาเป็น case case ไป ซึ่ง case เหล่านี้ตัวอ.เองก็ได้ออกเดินทางตะลุยไปทั่วโลกเพื่อพูดคุยกับหนุ่มสาวคนนั้นคนนี้ แลกเปลี่ยนมุมมองและเอากลับมาแชร์ให้คนอื่นๆได้อ่านต่อ ตัวอย่างหนึ่งก็เช่น เด็กสาวชาวเวียดนามเจ้าของธุรกิจร้านแซนด์วิชแบบเวียดนามใจกลางกรุงลอนดอน
.
.... case study เหล่านี้ไม่ได้มีแค่เรื่องราวหนุ่มสาวที่เจองานที่ใช่สำหรับตัวเองอย่างเดียว แต่ยังเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวิธีการหางานของวัยหนุ่มสาวที่เพิ่งจบใหม่ โลกยุคนี้หมุนเร็วการเข้าหากันระหว่างคนกับงานก็ง่ายขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเลยคือ Linked-in ที่ในหนังสือก็ได้เล่าที่มีที่ไปและประโยชน์ ของ social media ชิ้นนี้ หรือ Sushi Academy โรงเรียนสอนทำซูชิสุดเฉพาะทางในญี่ปุ่นที่เปิดขึ้นเพื่อคนที่ต้องการเป็นเจ้าของร้านซูชิโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีเรื่องน่าสนใจอย่าง Intern Expo ของประเทศเยอรมนี ที่เป็นศูนย์รวมงานสายวิชาชีพโดยเฉพาะ โดยประเทศนี้ให้ความสำคัญกับสายอาชีพเท่าๆกับสายสามัญ เด็กจึงไม่ต้องไปแข่งกันสอบเข้ามหาลัยทั้งหมด
.
... เรื่องราวต่างๆเหล่านี้ที่อาจารย์ได้เขียนมาในเล่ม ก็จะสอดแทรกหลักคิดเรื่องกการหางานที่ใช่อยู่ตลอด ซึ่งหลักๆก็คือ จงหางานที่เป็นตัวเรามากที่สุด งานที่เรารัก งานที่ทำแล้วมีความสุขจริงๆกับการทำ ไม่ใช่งานที่ทำเงินดีที่สุดหรืองานที่คนส่วนใหญ่เขาทำกัน จงสร้าง brand ของตัวเองให้ดีๆแล้วงาน เงินหรือแม้กระทั่งความสำเร็จก็จะวิ่งตามหาตัวคุณเองเช่นกัน
.
.. หนังสือค่อนข้างบาง ใช้เวลาอ่านไม่นานก็จบ ใครที่กำลังค้นหางานให้ตัวเองอยู่ห้ามพลาด แต่ถ้าไม่เคยอ่านผลงานเล่มอื่นของอ.คิมรันโด แนะนำให้ไปอ่านก่อน เพราะเล่มอื่นมีการอธิบายที่ะเอียดกว่าและครอบคลุมกว่า
.
.
.
.
.
เหมาะกับ :
- เด็กหนุ่มสาวจบใหม่ และกำลังเรื่มหางานที่ใช่สำหรับตัวเอง
- ผู้ที่กำลังค้นหาตัวเองอยู่ ยังไม่รู้ว่าจะทำงานอะไรดี หนังสือเล่มนี้ช่วยตอบคำถามนี้ได้ไม่มากก็น้อย
.
ผู้เขียน : คิมรันโด
สำนักพิมพ์ : Springbooks
ราคาหลังปก : 115.-
แนวหนังสือ : เรื่องเล่ากึ่งสารคดี/พัฒนาตัวเอง
วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2559
Review...เปิดห้องเรียนวิชาความสุข...
เปิดห้องเรียนวิชาความสุข (Happier)
.
.
…... สุดยอดหนังสือที่ว่าด้วยเรื ่องของ 'ความสุข' แบบวิเคราะห์ละเอียด ในแทบจะทุกๆแง่มุม พร้อมดึงทฤษฎีทางจิตวิทยา และหลักวิทยาศาสตร์เข้ามาช่ วยในการวิเคราะห์ด้วย ทำให้ตัวเนื้อหาที่ฟังชื่อแ ล้วดูเหมือนไม่ค่อยมีอะไร กลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจแล ะ ได้ 'อะไรเยอะ' เหมือนกัน
.
..... เนื้อหาแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกจะเป็นคำอธิบายและทฤ ษฎีเกี่ยวกับความสุขทั้งหลา ยทั้งปวง ส่วนที่สองก็จะนำเอาคำอธิบา ยและหลักการในส่วนแรกไปประย ุกต์เข้ากับเรื่อง การเรียน การทำงาน และความสัมพันธ์ ส่วนสุดท้ายจะเป็นแนวปฏิบัต ิกับการฝึกจิต
.
.... ในบทแรกนั้น หัวเรื่องที่เด่นที่สุดคงหน ีไม่พ้น 'แบบจำลองแฮมเบอร์เกอร์' ที่กล่าวถึงรูปแบบความสุขขอ งมนุษย์ที่แตกต่างกัน 4 แบบ ประกอบไปด้วย 1) คนประเภท 'หนูวิ่งแข่ง' คือ คนที่ฝากความสุขไว้กับอนาคต ตั้งใจทำทุกอย่างเพื่อบรรลุ เป้าหมาย โดยไม่สนใจสิ่งรอบข้างระหว่ างทางเลย คนประเภทนี้มักเข้าใจผิดว่า ความโล่งใจเมื่อถึงเป้าหมาย คือความสุข ซึ่งจะตรงกันข้ามกับ ประภทที่ 2) 'คนเจ้าสำราญ' คือ คนที่มีความสุขอยุูกับปัจจุ บัน ใช้ชีวิตไร้แก่นสาร หลีกเลี่ยงทุกอย่างที่จะทำใ ห้ตัวเองเจ็บปวด คนพวกนี้แทบไม่เคยคิดถึงอนา คตเลย และยังมีที่หนักที่สุดคือ คนประเภทที่ 3) 'คนหมดอาลัยตายอยาก' คือ คนที่ขังตัวเองอยุ่ในอดีต ไม่สนใจทั้งปัจจุบันและอนาค ต มีชีวิตอยุ่กับความล้มเลว และ ประเภทสุดท้าย 4) 'คนที่มีความสุขอย่างแท้จริ ง' เป็นรูปแบบที่หนังสือได้นำไ ปใช้อธิบายขยายความต่อในบทถ ัดๆไป ซึ่งจริงๆแล้ว คนเราทุกคนก็มีรูปแบบทั้ง4น ี้ผสมปนเปกันไป แต่เราควรจะรู้ว่าเราสามารถ ฝึกฝน 'การมีความสุข' กับทุกๆเรื่องในชีวิตได้
.
... หลังจากที่อธิบายแบบจำลองรู ปแบบความสุขทั้ง 4 ไปแล้ว ผู้เขียนก็มาขยายความต่อ ละอ้างอิงจากทฤษฎีทางจิตวิท ยาและการทดลองทางวิทยาศาสตร ์ว่า ความสุขประกอบด้วย 'ความพอใจ หรือ อารมณ์ในแง่บวก' ในการทำสิ่งต่างๆ และ ' ความหมาย หรือ จุดมุ่งหมาย' ที่ตั้งไว้ตามแรงปราถนาและค ่านิยมของคนแต่ละคน โดยที่ทั้งสองอย่างนี้มีควา มสัมพันธ์ในเชิงเกื้อหนุนซึ ่งกันและกัน
.
.. สำหรับบทที่สอง การประยุกต์ใช้กับการเรียน การทำงาน และความสัมพันธ์ มีอยุ่เรื่องหนึ่งที่ตัวผมเ องรู้สึกสนใจเป็นอย่างมาก นั่นคือ การที่คนเราจะเข้าสู่ 'สภาวะลื่นไหล' สภาวะที่ผู้เขียนอธิบายว่าจ ะสร้างทั้ง ประสบการณ์และผลลัพธ์ที่สุด ยอดออกมาพร้อมๆกัน หรือสัมผัสทั้งความพอใจและบ รรลุจุดมุ่งหมายพร้อมๆกัน นั้นก็ต่อเมื่อ เราชอบในสิ่งที่ทำและ สิ่งที่ทำนั้น ไม่ได้ใช้ความพยายามมากเกิน ไปหรือน้อยเกินไป มีความท้ายทายในระดับที่เหม าะสม นั่นทำให้ผมคิดทบทวนตัวเองว ่า ตอนไหนบ้างที่ตัวเองได้เข้า สู่ 'สภาวะลื่นไหล'แล้ว ตั้งใจอยู่กับสิ่งที่ทำจนกร ะทั่งลืมดูเวลาว่าผ่านไปนาน แค่ไหนแล้ว
.
. นอกจากนี้ยังมีอีกหัวข้อเรื ่องที่น่าสนใจคือ การนำ 'กระบวนการ MPS' มาใช้ในการค้นหางานที่ใช่ หรือก็คือหลักการเลือกงาน โดยยึดว่า เรามองเห็น 'ความหาย (meaning)' เรา 'พอใจ (Pleasure) และ เรามี 'จุดแข็ง (Strengths) ถ้าวาดเป็นแผนภาพเวนน์ ออยเลอร์ออกมา เราก็ควรเลือกในช่วงที่ 3 สิ่งนี้มา intersect กัน โดยสำหรับหัวข้อนี้ส่วนตัวผ มคิดว่าถ้าเพิ่ม คำว่า สิ่งๆนั้น 'เป็นที่ต้องการในตลาด หรือในโลก' ก็จะยิ่งครบสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
.
. บทสุดท้ายจะเป็นแนวปฏิบัติ ฝึกจิต ฝึกสติ แต่ความจริงแล้ววตลอดทั้งเล ่มก็จะสอดแทรก แบบฝึกหัดในการฝึกตนเองอยู่ แล้วในตอนท้ายของทุกๆบท นอกจากนี้ตลอดทุกบท หรือทุกหัวเรื่องก็จะมี การสอดแทรก การ 'ขอเวลาใน' คือเป็นการเล่นคำ ที่ต้องการสื่อว่า ให้ผู้อ่านคิดตามที่หนังสือ กล่าว แล้วย้อนกลับมานึกถึงเรื่อง ราวของตนเอง เพื่อเชื่อมโยงเนื้อหาเหล่า นี้เข้าสู่ผู้อ่านโดยตรง
.
.
.
.
เหมาะกับ :
- อ่านได้ทุกเพศทุกวันเพราะคว ามสุขเป็นเรื่องที่เกิดขึ้น กับคนทุกๆคน
- อาจไม่เหมาะมากนักสำหรับคนท ี่ไม่ค่อยชอบพวกทฤษฎี และคำอธิบายเยอะๆ หรือชอบเป็นแนวปฏิบัติ เป็น step หนึ่งสองสามสี่ห้า เล่มนี้ไม่ได้แบ่งเป็น step แต่เป็นการอธิบายพร้อมแบบฝึ กหัดที่ต้องฝึกเรื่อยๆมากกว ่า
.
.
ผู้เขียน : Tal Ben-Shahar,Ph. D.
สำนักพิมพ์ : We Learn
ราคาหลังปก : 159.-
แนวหนังสือ : การพัฒนาตนเอง
.
.
…... สุดยอดหนังสือที่ว่าด้วยเรื
.
..... เนื้อหาแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกจะเป็นคำอธิบายและทฤ
.
.... ในบทแรกนั้น หัวเรื่องที่เด่นที่สุดคงหน
.
... หลังจากที่อธิบายแบบจำลองรู
.
.. สำหรับบทที่สอง การประยุกต์ใช้กับการเรียน การทำงาน และความสัมพันธ์ มีอยุ่เรื่องหนึ่งที่ตัวผมเ
.
. นอกจากนี้ยังมีอีกหัวข้อเรื
.
. บทสุดท้ายจะเป็นแนวปฏิบัติ ฝึกจิต ฝึกสติ แต่ความจริงแล้ววตลอดทั้งเล
.
.
.
.
เหมาะกับ :
- อ่านได้ทุกเพศทุกวันเพราะคว
- อาจไม่เหมาะมากนักสำหรับคนท
.
.
ผู้เขียน : Tal Ben-Shahar,Ph. D.
สำนักพิมพ์ : We Learn
ราคาหลังปก : 159.-
แนวหนังสือ : การพัฒนาตนเอง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)