วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2559

Review....พ่อรวยสอนลูก #2 เงินสี่ด้าน (Cashflow Quadrant)......

พ่อรวยสอนลูก #2
เงินสี่ด้าน (Cashflow Quadrant)

.
.

…... หนังสือชื่อดังที่ติด Best Seller มาอย่างยาวนาน ทั้งที่มีการตีพิมพ์มานานมากแล้ว หลายคนคงเคยได้ยินชื่อมาบ้าง เพราะมีการพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในหลากหลายวงการ ส่วนตัวผมนั้นเพิ่งได้อ่านจบแบบจริงจังเป็นครังแรก หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่ 2 ในหนังสือตระูกล Rich Dad's โดยมีเนื้อหาที่ต่อมาจากเล่ม 1 บ้าง แต่โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ของหนังสือกล่าวเกี่ยวกับ เงินสี่ด้าน หรือ รายได้ที่ได้มาจากการทำงาน 4 ประเภท
ตัวหนังสือแบ่งออกเป็นสามตอน ตอนที่ 1 จะกล่าวถึง ลักษณะ ความคิดและค่านิยมของคนที่อยู่ในแต่ละด้านของเงินสี่ด้าน ตอนที่ 2 จะอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงความคิดเพื่อให้ตัวเองเปลี่ยนจาก 'ด้านซ้าย' มาเป็น 'ด้านขวา' ของเงินสี่ด้าน และตอนที่ 3 จะเป็น วิธีก่ีไปสู่ 'ด้านขวา' ของเงินสี่ด้าน
.
.....โดยสรุปคร่าวๆจากเนื้อหา เงินสี่ด้านหัวใจของหนังสือเล่มนี้ ประกอบไปด้วย E (Employee) - ลูกจ้าง คนเขียนให้นิยามว่า 'มีงานทำ' โดยคนกลุ่มนี้จะเน้นไปที่ 'ความมั่นคง' หรือ 'ผลประโยชน์' อาชีพนี้มีได้ตั้งแต่ CEO จนถึง ภารโรง
S (SElf-employed) - คนทำธุรกิจส่วนตัว มีนิยามว่า 'ฉันทำเอง' ก็คือ การเป็นเข้าของงาน คนกลุ่มนี้ชอบควบคุมสถานการณ์ต่างๆด้วยตัวเอง คนกลุ่มนี้มีความคิดที่ว่า เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในการทำงาน แต่เป็นอิสระในวิธีการทำงาน และการที่มีคนนับถือฝีมือ อาชีพในกลุ่มนี้เช่น หมอ ทนาย ช่างประปา พวกนักธุรกิจ SME ขนาดเล็ก
B (Business Owner) - เจ้าของกิจการ มีนิยามว่า 'เจ้าของระบบ และคนงาน' เป็นคนที่ชอบหาคนเก่งๆหลายๆคนมาร่วมงานกัน และสร้างออกมาเป็นระบบงาน เช่น McDonald's
และ I (Investor) - นักลงทุน ซึ่งนิยามคือ พวกที่ใช้ 'เงินทำงานแทน'
โดยสิ่งสำคัญคือ คนคนหนึ่งไม่จำเป็นต้องมีรายได้มาจากทางเดียว ทุกคนสามารถมีรายได้มาจากทุกทาง และจากสถิติที่หนังสือยากมา คนรวยส่วนใหญ่มีรายได้จาก Investor เป็นหลัก เพราะฉะนั้นคำแนะนำตลอดทั้งเล่มของหนังสือเล่มนี้คือ ให้เปลี่ยนจาก ฝั่งซ้ายของเงินสี่ด้าน (E และ S) ให้เป็นฝั่งขวา (B ลแะ I) เพื่อที่จะได้ก้าวไปสู่อิสรภาพทางการเงิน จากเหตุผลต่างๆที่หนังสืออธิบายและยกตัวอย่างตลอดเล่ม โดยแนะนำว่าให้พวก E และ S ก้าวไปเป็น B ก่อน เพราะว่าคนที่ทำธุรกิจจนมีประสบการณ์จะมีความรู้ความสามารถในการลงทุน (I) ได้ดีกว่าพวกที่ไม่เคยทำ
.
....นอกจากนี้หนังสือยังอธิบายเพิ่เมติมถึงพวกที่อยู่ฝั่งขวาคือ B และ I โดยพวกเจ้าของกิจการ(B) แบ่งออกได้อีกเป็น 3 ประเภท คือ พวกที่สร้างระบบขึ้นมาเอง (พวกโคตรเก่ง!), พวกที่ซื้อระบบที่เขาสร้างเอาไว้แล้ว หรือพวก franchise และพวกธุรกิจเครือข่าย โดยผู้เขียนแนะนำสำหรับคนที่อยากเป็น B ว่าให้ทำแบบซื้อ franchise เพราะง่ายกว่าแบบ 1 มาก และลองไปศึกษาหาความรู้เรื่องการสร้างระบบจากธุรกิจเครือข่าย (นี่เป็นเหตุผลที่ว่า พวกเครือข่ายทุกเจ้าแนะนำให้คนที่ถูกชวนไปสมัครมาอ่านหนังสือเล่มนี้!!) 
และพวกนักลงทุน (I) สามารถแบ่งออกเป็น 7 ระดับ ไม่มีการลงทุน, ลูกหนี้, นักออม, นักลงทุนที่ฉลาด (แบ่งย่อยอีก 3 ระดับคือ จ้างคนอื่นจัดการเรื่องลงทุน, พวกคิดลบ และนักพนัน), นักลงทุนระยะยาว, นักลงทุนมืออ่าชีพ และ นายทุน โดยหนังสือกล่าวว่าควรพัฒนาให้ตัวเองเป็นนักลงทุนระดับ 4 

... ที่เหลือส่วนใหญ่ตอนที่ 2 และ 3 จะเป็นการอธิบายและยกตัวอย่างว่าทำไมเราถึงควรย้ายมาด้านขวา มีตัวอย่างประกอบเช่น 'บ้านไม่ใช่ทรัพย์สิน แต่เป็นหนี้สิน' ถ้าไม่สามารถ generate เงินให้กับผู้ครอบครองได้ หรือ การดูงบดุล และงบกำไรขาดทุน ที่พวกฝั่งขวาจะมองออกว่า ควรให้มี รายรับ และ ทรัพย์สิน มากกว่า รายจ่ายและหนี้สิน หรือเรื่อง Cashflow game เกมสนามหนูวิ่งแข่ง เกมที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้เขียน ผู้เขียนก็แนะนำให้ลองไปเล่นดูเพื่อให้เข้าใจถึงเรื่องเงิน 4 ด้านมากขึ้น
.
.. อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การเปรียบเทียบระหว่าง พ่อจน ที่เป็นพ่อแท้ๆของผู้เขียน คือพ่อนักวิชาการ ที่ทำงานเป็นอาจารย์และเล่นการเมือง จบการศึกษาสูงจากมหาวิทยาลัยดีๆ ที่ผู้เขียนจะบอกเป็นนัยๆว่าพ่อคนนี้ไม่ค่อยให้ความสำคัญเรื่องเงินหรือเรื่องการลงทุน ไม่ได้เห็นเงินหรือการลงทุนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด สรุปสุดท้ายก็เลยเป็นคนไม่ประสบความสำเร็จเรื่องเงิน เป็นหนี้ ต้องทำงานหนักไปทั้งชีวิต ไม่มีเลาให้คนอื่น ส่วนอีกคนคือ พ่อรวย ซึ่งเป็นพ่อเพื่อน ที่ผู้เขียนชอบขอคำปรึกษาอยู่บ่อยๆ เป็นคนไม่ได้จบการศึกษาที่สูงมาก แต่มีความสนใจในเรื่องการเงินการลงทุน ทำให้คอยศึกษาหาความรู้และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดจนกลายเป็นเศรษฐี มีเงินและเวลาให้คนอื่นได้เต็มที่ แต่สุดท้ายผู้เขียนก็บอกว่าได้รับแนวคิดของพ่อทั้งสองคน จนบังเกิดมาเป็นหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา 
.
. ตัวหนังสือไม่หนามาก แต่ยังรู้สึกมีเนื้อหาที่วกไปวนมาอยู่พอสมควร บางเรื่องถูกพูดถึงซ้ำหลายครั้งมากๆ เหมือนเป็นการย้ำความเข้าใจของผู้อ่าน แต่ยังไงก็ตามเป็นหนังสือที่ได้ความรู้มาก ควรค่าแก่การอ่านเป็นอย่างยิ่ง 
.
.
.
เหมาะกับ :
- ผู้ที่อยากประสบความสำเร็จในชีวิตด้านการเงิน หรือต้องการมีอิสรภาพทางการเงิน
- ผู้ที่ต้องการหาความรู้เกี่ยวกับการเงิน,การลงทุน
- ผู้สนใจแนวคิดมุมมองทางการเงินใหม่ๆ

.
ผู้เขียน : Robert T. Kiyosaki, Sharon L.Lechter C.P.A.
ผู้แปล : นันทวัน รุจิวงศ์, วิเชียร เลิศกิจการ
สำนักพิมพ์ : :ซีเอ็ด
ราคา : 180.-
แนวหนังสือ : การเงิน/บริหารธุรกิจ/How To

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น