วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
Review...It's not how good you are, it's how good you want to be...
.
.
…... หนังสือเสริมกำลังใจภาษาอังกฤษ สุดคลาสสิคของ Paul Arden อดีตสุดยอดนักโฆษณาผู้ยิ่งใหญ่ของบริษัท Saatchi & Saatchi เอเย่นซี่โฆษณาระดับโลก ที่เนื้อหาผสมระหว่างเทคนิคการทำงานเจ๋งๆใน Agency และบริษัท Marketingทั้งหลาย กับแนวคิดและทัศนคติดีๆในการดำเนินชีวิต ผ่าน conceptหลักของหนังสือคือ 'ความ Creative'
.
.
..... ตัวหนังสือแบ่งออกเป็นบทย่อยๆ หลายบท แต่ละบทก็มีหัวเรื่องย่อยอีกที หัวเรื่องย่อยหนึ่งเรื่องนี่ 1-2 หน้าเองครับ สั้นๆ กระชับมาก
.
....โดยบทแรกๆจะเป็นเรื่องแนวคิดและทัศนคติในการทำงานทั่วๆไปก่อน เช่น เวลามีไอเดียเจ๋งๆอย่าขี้หวงเก็บไว้คนเดียว ให้ปล่อยออกไปให้หมด ท้าทายตัวเองให้คิดไอเดียใหม่ๆขึ้นมาให้ได้, อย่าเอาแต่หาคำชม จงหาคำวิจารณ์เพื่อเอามาพัฒนาตัวเองต่อไป
.
... ส่วนบทหลังๆจะเป็นเทคนิคช่วยในการทำงานของพวก Agency เช่น จะจัดการกับลูกค้าเจ้าปัญหาอย่างไร?, จะหา ideaเจ๋งๆมาเอาชนะ Agency เจ้าอื่นได้อย่างไร?, ตำแหน่งงานเล็กๆอย่างMedia Buyerจะมีวิธีสร้างความแตกต่างครั้งสำคัญได้อย่างไร?
.
.
.. ตอนแรกที่ผมซื้อมาละเริ่มอ่าน ก็ยอมรับว่า ไม่ตรงกับที่คิดไว้ในใจแต่แรกครับ คือคิดว่าจะเป็นหนังสืออารมณ์ how to หรือกฏแห่งความสำเร็จอะไรเทือกนั้น แต่เล่มนี้ไม่ใช่ เล่มนี้ไม่มีสูตรไปสู่ความสำเร็จเป็นข้อๆครับ แต่เล่มนี้เป็นมุมมองทัศนคติและเทคนิคการทำงาน ให้เกิดความ Creative ครับ ซึ่งความ Creativeนี่แหละที่จะเป็นตัวนำไปสู่ความสำเร็จอีกที ก็เรียกว่าหนังสือเล่มนี้มีความเป็นเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำใครในระดับนึงเลยครับ
.
.
. อีกเรื่องที่โคตรเจ๋งคือ ลักษณะหนังสือ design แบบเฉพาะตัวมาก ไม่เน้นตัวอักษรเยอะๆ แต่เน้นรูปและองค์ประกอบของการจัดหน้า ซึ่งทำได้น่าสนใจและน่าอ่าน ทำให้อ่านละไม่เบื่อเลย สำหรับคนที่กลัวเรื่องภาษาอังกฤษ เล่มนี้ถือเป็นเล่มแรกๆที่เอาไว้ฝึกได้เลยครับ เพราะเนื้อหาสั้นๆ กระชับ ไม่ยืดเยื้อ ไม่เน้นการอธิบายยาว เน้นแค่นำเสนอแนวคิดและมุมมองแบบสั้นๆ ไม่กี่ประโยค อ่านละเข้าใจง่าย (ตัวผมเองก็อ่านหนังสือภาษาอังกฤษแบบจบเล่มเต็มๆครั้งแรก ก็เล่มนี้แหละครับ 555)
.
.
.
แถมด้วย Quote โดนๆที่เอามาจากหนังสือครับ
.
" Do not seek praise, seek criticism."
.
" Do not covet your ideas. Give away everything you know, and more will come back to you."
.
" Don't look for the next opportunity, the one you have in hand is the opportunity."
.
" It's not what you know. It's who you know."
.
และปิดด้วยคำคมเปิดเรื่องตามชื่อหนังสือครับ
.
" Nearly all rich and powerful people are not notably talented, educated, charming or good-looking. They become rich and powerful by wanting to be rich and powerful."
.
.
.
เหมาะกับ :
- นักการตลาด นักโฆษณา รวมถึงคนที่ทำงานการตลาดใน Agency ทั้งหลาย
- คนทั่วไปก็อ่านได้ เป็นหนังสือเสริมกำลังใจเล่มเล็กๆที่พกติดตัวได้ตลอด
.
.
ผู้เขียน : Paul Arden
สำนักพิมพ์ : Phaidon
ราคาหลังปก : 350.-
แนวหนังสือ : จิตวิทยา/ การตลาด
วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
Review...เปลี่ยนวิธีทำงานแค่ 1% คุณก็แซงหน้าคน 99% ได้แล้ว...
.
.
…... หนังสือแปลตรงจากญี่ปุ่นที่รวบรวมเทคนิคการทำงานในบริษัท เพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ลักษณะการเขียนก็จะมีความเป็นบริษัทญี่ปุ่นอยู่พอสมควร บางอย่างอ่านแล้วก็เลยอาจจะงงๆนิดหน่อย แต่โดยรวมแล้วผมก็ยังคิดว่า พนักงานบริษัททุกคนถ้ามีเวลาว่าง หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน ก็ได้อะไรเยอะอยู่ครับ
.
.
.... เนื้อเรื่องแบ่งออกเป็น 8 บทใหญ่ ที่ครอบคลุมตั้งแต่ การประชุม การใช้อีเมล์ การสื่อสาร ไปจนถึงการทำงานเป็นทีม และแต่ละบทก็จะแตกย่อยออกเป็นบทเล็กๆอีกหลายบท บทละ2 หน้า (กระดาษแผ่นเดียวเท่านั้นเอง) เรียกว่าเนื้อหารวบรัดกระชับมาก
.
.
... ในเรื่องเทคนิคต่างๆในหนังสือ ถือว่ามีข้อได้เปรียบด้านความละเอียดมาก สมกับความเป็นญี่ปุ่น ที่เก็บรายละเอียดเล้กๆน้อยๆ ได้ครบถ้วนสมบูรณ์จริงๆ เรื่องส่วนใหญ่ที่พนักงานทั่วไปชอบมองข้ามก็มีความสำคัญ เช่น เส้นทางการเดินไปโต๊ะทำงานในตอนเช้า ถ้าเราเปลี่ยนเส้นทางก็อาจจะทำให้ได้ทักทายคนอื่นมากขึ้น บางครั้งกลายเป็นว่าได้รู้ข้อมูลใหม่ หรือได้รับงานใหม่มาเลยก็มี หรือ เรื่องลักษณะคำพูดที่ใช้ ที่เมื่อเปลี่ยนนิดเดียว ผลลัพธ์ก็เปลี่ยนไปด้วย อย่างตอนเข้าไปเจอหัวหน้าให้พูดก่อนเสมอว่า "ขอเวลา 3 นาทีนะครับ" ก็จะช่วยดึงความสนใจของหัวหน้าได้ง่ายขึ้น เรียกว่าการเก็บรายละเอียดแบบหมดจดของจริง
.
.
.. ข้อเสียของหนังสือเล่มนี้ก็คือ เทคนิคส่วนใหญ่เป็นเทคนิคของพนักงานในบริษัทใหญ่ (แต่บริษัทเล็กก็ประยุกต์ใช้ได้นะ) ซึ่งอันนี้อาจจะมาจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่ทำงาน (และเคยทำงาน) ในตำแหน่งสูงๆของบริษัทชื่อดัง อย่าง IBM (ปัจจุบันดำรงกรรมการผู้จัดการ), Accenture(บริษัทที่ปรึกษาข้ามชาติ) และ Dentsu (เอเจนซี่โฆษณารายยักษ์) ถ้าใครที่สนใจจะเติบโตไปในทางนี้ก็เหมาะอย่างยิ่งที่จะอ่านเล่มนี้ แต่คนในอาชีพอื่นอย่าง คนทำธุรกิจส่วนตัว, freelance หรือคนที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่ ก็สามารถอ่านได้แต่อาจจะเกิดความงุนงงนิดหน่อย เนื่องจากไม่ได้สัมผัสประสบการณ์เหล่านี้โดยตรง
.
.
.
เหมาะกับ :
- คนที่ทำอาชีพเป็น พนักงานบริษัท โดยเฉพาะพนักงานบริษัทใหญ่
- อาชีพอื่นก็สามารถอ่านได้ แต่อาจเกิดความงุนงงเล็กน้อย หรืออินกับเนื้อหาน้อยกว่าพนักงานบริษัทแท้ๆ
.
.
ผู้เขียน : โคโนะ เอตาโร่
สำนักพิมพ์ : We Learn
ราคาหลังปก : 170
แนวหนังสือ : How to/ จิตวิทยาการบริหาร
.
…... หนังสือแปลตรงจากญี่ปุ่นที่รวบรวมเทคนิคการทำงานในบริษัท เพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ลักษณะการเขียนก็จะมีความเป็นบริษัทญี่ปุ่นอยู่พอสมควร บางอย่างอ่านแล้วก็เลยอาจจะงงๆนิดหน่อย แต่โดยรวมแล้วผมก็ยังคิดว่า พนักงานบริษัททุกคนถ้ามีเวลาว่าง หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน ก็ได้อะไรเยอะอยู่ครับ
.
.
.... เนื้อเรื่องแบ่งออกเป็น 8 บทใหญ่ ที่ครอบคลุมตั้งแต่ การประชุม การใช้อีเมล์ การสื่อสาร ไปจนถึงการทำงานเป็นทีม และแต่ละบทก็จะแตกย่อยออกเป็นบทเล็กๆอีกหลายบท บทละ2 หน้า (กระดาษแผ่นเดียวเท่านั้นเอง) เรียกว่าเนื้อหารวบรัดกระชับมาก
.
.
... ในเรื่องเทคนิคต่างๆในหนังสือ ถือว่ามีข้อได้เปรียบด้านความละเอียดมาก สมกับความเป็นญี่ปุ่น ที่เก็บรายละเอียดเล้กๆน้อยๆ ได้ครบถ้วนสมบูรณ์จริงๆ เรื่องส่วนใหญ่ที่พนักงานทั่วไปชอบมองข้ามก็มีความสำคัญ เช่น เส้นทางการเดินไปโต๊ะทำงานในตอนเช้า ถ้าเราเปลี่ยนเส้นทางก็อาจจะทำให้ได้ทักทายคนอื่นมากขึ้น บางครั้งกลายเป็นว่าได้รู้ข้อมูลใหม่ หรือได้รับงานใหม่มาเลยก็มี หรือ เรื่องลักษณะคำพูดที่ใช้ ที่เมื่อเปลี่ยนนิดเดียว ผลลัพธ์ก็เปลี่ยนไปด้วย อย่างตอนเข้าไปเจอหัวหน้าให้พูดก่อนเสมอว่า "ขอเวลา 3 นาทีนะครับ" ก็จะช่วยดึงความสนใจของหัวหน้าได้ง่ายขึ้น เรียกว่าการเก็บรายละเอียดแบบหมดจดของจริง
.
.
.. ข้อเสียของหนังสือเล่มนี้ก็คือ เทคนิคส่วนใหญ่เป็นเทคนิคของพนักงานในบริษัทใหญ่ (แต่บริษัทเล็กก็ประยุกต์ใช้ได้นะ) ซึ่งอันนี้อาจจะมาจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่ทำงาน (และเคยทำงาน) ในตำแหน่งสูงๆของบริษัทชื่อดัง อย่าง IBM (ปัจจุบันดำรงกรรมการผู้จัดการ), Accenture(บริษัทที่ปรึกษาข้ามชาติ) และ Dentsu (เอเจนซี่โฆษณารายยักษ์) ถ้าใครที่สนใจจะเติบโตไปในทางนี้ก็เหมาะอย่างยิ่งที่จะอ่านเล่มนี้ แต่คนในอาชีพอื่นอย่าง คนทำธุรกิจส่วนตัว, freelance หรือคนที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่ ก็สามารถอ่านได้แต่อาจจะเกิดความงุนงงนิดหน่อย เนื่องจากไม่ได้สัมผัสประสบการณ์เหล่านี้โดยตรง
.
.
.
เหมาะกับ :
- คนที่ทำอาชีพเป็น พนักงานบริษัท โดยเฉพาะพนักงานบริษัทใหญ่
- อาชีพอื่นก็สามารถอ่านได้ แต่อาจเกิดความงุนงงเล็กน้อย หรืออินกับเนื้อหาน้อยกว่าพนักงานบริษัทแท้ๆ
.
.
ผู้เขียน : โคโนะ เอตาโร่
สำนักพิมพ์ : We Learn
ราคาหลังปก : 170
แนวหนังสือ : How to/ จิตวิทยาการบริหาร
วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
Review...สามก๊กพิชัยยุทธ์ ยุคดิติตอล...
…... เป็นหนังสืออีกเล่มสำหรับเห
.
.
.... ยกตัวอย่างเนื้อเรื่องในส่ว
.
.
... นอกจากนี้อีกเรื่องหนึ่งที่
.
.
.. ตัวหนังสือ ความยาวไม่มาก แบ่งออกเป็นหลายๆบท แต่ละบทก็มีเรื่องราวของสาม
.
.
.
เหมาะกับ :
- ผู้ชื่นชอบอ่านสามก๊กอยู่แล
- ผู้ชอบเรื่องการคิดกลยุทธ์ต
- ผู้ชอบอ่านนิยายประวัติศาสต
.
.
ผู้เขียน : ยศไกร ส.ตันสกุล
สำนักพิมพ์ : แสงดาว
ราคาหลังปก : 170.-
แนวหนังสือ : จิตวิทยาการบริหาร
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)